การบังคับใช้ประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ศึกษาเฉพาะกรณีการขัดกันระหว่างผลประโยชน์
(Conflict of Interest)
นางสาวคริษฐา ดาราศร *
แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในอดีตจะมีบทบัญญัติห้ามสมาชิกรัฐสภากระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์สาธารณะมานานแล้วก็ตาม แต่จากการศึกษาพบว่า ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ รวมถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ขาดกลไกสำคัญอันจะช่วยให้การบังคับใช้ประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างแท้จริง ทำให้สมาชิกรัฐสภาสามารถอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายสร้างอิทธิพลในตำแหน่งหน้าที่และอาศัยตำแหน่งหน้าที่ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภาเรียกร้องผลประโยชน์โดยมิชอบให้แก่ตนเองและพวกพ้อง ด้วยวิธีการกระทำตนเสมือนเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบายหรือการทุจริตแบบใหม่ที่แนบเนียนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตรากฎหมายโดยเอื้อประโยชน์พวกพ้องของตนเอง การไม่แก้ไขกฎหมายที่อาจจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของธุรกิจครอบครัวของตนเองหรือพวกพ้อง การวางตัวไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภาในการสรรหาผู้นำองค์กรอิสระ การเรียกรับสินบนการซื้อขายตำแหน่งกรรมาธิการ การซื้อขายตำแหน่งผู้นำองค์กรอิสระเป็นต้น ส่งผลให้รัฐสภาซึ่งเป็นองค์กรที่มีศักดิ์ศรีหนึ่งในสามอำนาจขององค์กรหลักในการปกครองประเทศเสื่อมเสียอย่างไม่เคยมีมาก่อน และได้กลายเป็นองค์กรที่มีไว้เพื่อเป็น ตลาดกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนอำนาจและผลประโยชน์
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบรัฐสภาและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างยิ่ง กล่าวคือ ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย และเบื่อหน่ายการเลือกตั้ง เพราะเห็นว่า สมาชิกรัฐสภาไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร และประชาชนจะหันมาใช้วิธีการรุนแรงหรือรูปแบบอื่น ๆ ในการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของตนเองเพื่อตัดสินปัญหาหรือเรียกร้องความสนใจจากรัฐบาล เช่น การเดินขบวนประท้วงตามถนน การปิดถนน เป็นต้น
เมื่อสมาชิกรัฐสภาไม่ได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบและควบคุมการทำงานของฝ่ายบริหาร ทำให้ฝ่ายบริหารขาดความระมัดระวังในการใช้อำนาจหรือใช้อำนาจโดยมิชอบในการบริหาร
____________________
*น.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,น.ม.(กฎหมายมหาชน) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,คณะทำงานศึกษาวิเคราะห์และติดตามการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
-2-
ราชการแผ่นดิน ซึ่งผลท้ายที่สุดคือการก่อให้เกิดภาวะวิกฤตการณ์ของประเทศไทยดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
จากการศึกษาพบว่าในอดีตที่ผ่านมา ก่อนปีพุทธศักราช 2491 พัฒนาการของแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภาไม่ปรากฏรูปแบบหรือการศึกษากฎหมายที่ชัดเจนมากนัก แต่หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปีพุทธศักราช 2475 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้รับเอาแนวความคิดการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาใช้ ซึ่งแนวความคิดนี้ได้แฝงทฤษฎีว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์สาธารณะของผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะไว้ด้วย โดยทฤษฎีนี้มีวิวัฒนการมาจากแนวความคิดสำคัญคือ
ประการแรก แนวความคิดรากฐานของรัฐสมัยใหม่ซึ่งแยกคนซึ่งเป็นผู้ปกครองออกจากรัฐที่เป็นสถาบัน ซึ่งแนวความคิดนี้ต้องการให้ผู้ปกครองรัฐมีสองสถานะคือ สถานะที่หนึ่งอยู่ในฐานะส่วนตัว โดยการกระทำใดที่ทำไปในฐานะส่วนตัว การกระทำนั้นไม่ผูกพันรัฐ สถานะที่สองอยู่ในฐานะตำแหน่งหน้าที่ของผู้ปกครองรัฐ ผู้ปกครองรัฐย่อมมีภาระหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติแทนรัฐและใช้อำนาจรัฐเหนือบุคคลทั่วไปได้
ประการที่สอง แนวความคิดเรื่องบทบาทและหน้าที่แห่งความเชื่อถือและไว้วางใจของบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะ แนวความคิดนี้คือ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะมีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบและต้องดำรงตนให้เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ดังนั้นจึงเป็นผู้ที่จำเป็นต้องมีมาตรฐานจริยธรรมที่สูงกว่าบุคคลธรรมทั่วไป
ประการที่สาม แนวความคิดของความถูกต้องตามกฎหมายของการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งแนวความคิดนี้ กฎหมายจะเป็นผู้กำหนดบทบาทสำคัญในการวางมาตรฐานในการควบคุมไม่ให้คนในสังคมแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวมากเกินไปจนไปก้าวก่ายหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวของบุคคลอื่น โดยหลักการดังกล่าวจะต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของคนในสังคมนั้น และในขณะเดียวกันก็จะต้องป้องกันไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมายจากประชาชนในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวด้วย
จุดประสงค์ของการควบคุมการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะคือเพื่อลดทอนอิทธิพลอันไม่ถูกต้องของผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะที่อาจจะใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวและเพื่อป้องกันการทุจริตเชิงนโยบาย สำหรับประเทศไทย แนวความคิดดังกล่าวข้างต้นปรากฏหลักฐานครั้งแรกในการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 ซึ่งกำหนดห้ามสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับตำแหน่งหรือหน้าที่ใดจากรัฐ หน่วยราชการของรัฐหรือหน่วยงานใด ๆ ที่อยู่ในบังคับบัญชาของรัฐโดยมีประโยชน์ตอบแทน หรือดำรงอยู่ซึ่งตำแหน่งเช่นว่านั้น ทั้งนี้นอกจากตำแหน่งรัฐมนตรีหรือข้าราชการการเมืองอื่นหรือตำแหน่งที่รัฐมนตรีต้องดำรงโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย หรือตำแหน่งที่รัฐสภา วุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้แต่งตั้ง หรือตำแหน่ง หรือหน้าที่เป็นผู้สอนในมหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาชั้นอุดมศึกษาอื่น[1]
สมาชิกรัฐสภาจะต้องไม่เป็นผู้จัดการ กรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทนหรือลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รัฐหรือหน่วยราชการของรัฐเป็นผู้ลงทุนหรือถือหุ้นมากกว่าร้อยละห้าสิบของทุนหรือจำนวนหุ้นทั้งสิ้น[2] รวมถึงการห้ามรับสัมปทานจากรัฐหรือหน่วยราชการของรัฐ หรือคงไว้ซึ่งสัมปทานนั้นหรือเป็นคู่สัญญากับรัฐ หรือหน่วยราชการของรัฐอันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน ทั้งนี้ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยทางอ้อม [3]และสมาชิกรัฐสภาต้องไม่รับเงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ จากรัฐหรือหน่วยราชการของรัฐเป็นพิเศษ นอกเหนือไปจากที่รัฐหรือหน่วยราชการของรัฐปฏิบัติกับบุคคลอื่น ๆ ในธุระกิจการงานตามปรกติและนอกเหนือจากเงินหรือประโยชน์ที่พึงได้รับในฐานะเป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทนหรือในฐานะที่ได้ปฏิบัติงานในตำแหน่งที่ดำรงได้โดยไม่ต้องห้ามตามมาตรานี้
มีข้อยกเว้นคือ กรณีที่จะไม่นำบทบัญญัติข้างต้นมาให้บังคับ หากสมาชิกรัฐสภารับเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญหรือเงินปีพระบรมวงศานุวงศ์หรือเงินอื่นใดที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพันซึ่งมีระบุให้จ่ายในงบประมาณแผ่นดินประจำปี หรือเป็นกรณีที่สมาชิกรัฐสภารับหรือดำรงอยู่ซึ่งตำแหน่งกรรมการหรือกรรมาธิการที่มีประโยชน์ตอบแทนตามอัตราที่กำหนดโดยกฎหมายหรือโดยพระราชกฤษฎีกา[4]
เนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 นั้น นอกจากจะมีแนวความคิดเกี่ยวกับการป้องกันการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์สาธารณะ ยังสอดคล้องกันกับทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจของมองเตสกิเออซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นอิสระจากฝ่ายบริหารและไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของฝ่ายบริหาร เพราะหากไม่มีข้อห้ามดังกล่าวไว้ฝ่ายบริหารอาจจะมีอิทธิพลต่อความคิดและสิทธิในการแสดงความคิดเห็นที่เป็นอิสระในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือการตั้งกระทู้ถามการทำงานต่าง ๆ ของฝ่ายบริหารให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ มาก็ได้มีการนำเนื้อหาสาระดังกล่าวข้างต้นบัญญัติไว้เป็นลำดับ ปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 5 พุทธศักราช 2538) และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
[1] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 มาตรา 80 (1)
[2] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 มาตรา 80 (2)
[3] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 มาตรา 80 (3)
[4] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 มาตรา 80 วรรคสอง
-3-
จากการศึกษาพบว่า ในต่างประเทศนั้นมีแนวความคิดและพัฒนาการของกฎหมายในการป้องกันการขัดกันของผลประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภาที่ก้าวหน้ากว่าของประเทศไทยมาก แต่อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศก็มีรูปแบบและลักษณะของการขัดกันระหว่างผลประโยชน์มากน้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการกำหนดมาตรฐานของแต่ละประเทศ โดยจากการศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศอังกฤษ แคนาดาและสหรัฐอเมริกากับประเทศไทยแล้วพบว่า รูปแบบและลักษณะของการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภาที่คล้ายกันคือ การใช้อิทธิพลในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว การใช้ข้อมูลลับที่ได้จากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว การกระทำที่ไม่เหมาะสมต่อฐานะหรือสถานภาพของสมาชิกรัฐสภาและการรับสินบน
สำหรับกลไกกฎหมายที่ต่างประเทศใช้เป็นกลไกในการป้องกันการขัดกันระหว่างผลประโยชน์นั้นต่างก็ใช้กลไกกฎหมายที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ การกำหนดให้สมาชิกรัฐสภาต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณชน และการกำหนดมาตรการในการลงโทษไว้ด้วยกันหลายประการ เช่น การจำคุก ปรับ การพ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกรัฐสภา การห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นระยะเวลา 5 ปี การพักงาน ไล่ออก การไม่ให้เข้าร่วมในการประชุมสภา เป็นต้น ซึ่งความร้ายแรงของการบทลงโทษจะขึ้นอยู่กับลักษณะและความร้ายแรงของการกระทำของการขัดกันแห่งผลประโยชน์เป็นสำคัญ
เป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งว่า ในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่เห็นความสำคัญในการแก้ไขประเด็นดังกล่าวข้างต้นโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญได้แก้ไขบทบัญญัติเพื่อรองรับหลักการดังกล่าวไว้ในมาตรา 252 ดังนี้คือ
มาตรา 252 บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาให้เปิดเผยให้สาธารณชนทราบโดยเร็วแต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดต้องยื่นบัญชีดังกล่าว บัญชีของผู้ดำรงตำแหน่งอื่นจะเปิดเผยได้ต่อเมื่อการเปิดเผยดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาพิพากษาคดีหรือการวินิจฉัยชี้ขาด และได้รับการร้องขอจากศาลหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินดังกล่าวโดยเร็ว
ผู้เขียนเชื่อว่า การแก้ไขประเด็นปัญหาดังกล่าวจะเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของประวัติศาสตร์ของการปฏิรูปการเมืองไทยให้พัฒนาก้าวหน้ากว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 40 และเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับมาตรฐานจริยธรรมของนักการเมืองและการฟื้นฟูความเชื่อมั่นในรัฐให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง
------------------------
เอกสารอ้างอิง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2492
คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญ.ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย.กรุงเทพมหานคร:องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์.2550.
คริษฐา ดาราศร.ปัญหาการบังคับใช้ประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2540 ศึกษาเฉพาะกรณีการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์สาธารณะ.วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต,ภาควิชานิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2548.
edit @ 2007/05/21 11:38:33