ใครเคยดูหนังผี จูอน 2 ภาคอังกฤษบ้าง ชื่อหนังว่า “ The Grudge 2”  เมื่อวานเราดูแล้วแต่กลัว ๆๆ เลยเปลี่ยนไปดูช่องอื่นสลับไปสลับมา (ดูใน ubc) ถ้าใครเคยดูจนจบเล่าให้ฟังบ้าง ตกลงเรื่องมันเป็นไงมาไง  (ไม่กล้าดูตั้งแต่ต้นจนจบ)

มีข่าวประชาสัมพันธ์ค่ะ วันนี้ 21 ส.ค.50 ช่อง 11 เวลา 21.30 น. จะมีรายการเรื่องประชาชนได้อะไรจากพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฉบับใหม่ ใครสนใจอย่าลืมติดตามชมด้วยนะคะ

เอามาฝากเพื่อน ๆ เอาไว้ศึกษา+เอาตัวรอดนะคะ (^^)

คู่มือเอาตัวรอดเมื่อเกิดแผ่นดินไหว

ก่อนเกิดแผ่นดินไหว
- ตรวจสภาพความปลอดภัยของบ้านและเครื่องใช้ภายในบ้าน ทำการยึดอุปกรณ์ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย เช่น ตู้และชั้นหนังสือ ยึดติดกับฝาบ้านหรือเสา
- ซักซ้อมความพร้อมของสมาชิกในครอบครัว โดยกำหนดวิธีปฏิบัติตนในยามเกิดแผ่นดินไหว และกำหนดจุดนัดพบที่ปลอดภัยนอกบ้านไว้ล่วงหน้า
- สอนสมาชิกในครอบครัวให้รู้จักตัดไฟ ปิดวาล์วน้ำและถังแก๊ส
- แนะนำสมาชิกในครอบครัวให้เรียนรู้วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
- ควรมีไฟฉายพร้อมถ่านไฟฉาย และกระเป๋ายาเตรียมไว้ในบ้าน และให้ทุกคนทราบว่าอยู่ที่ไหน
- ศึกษาการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
- ควรมีเครื่องมือดับเพลิงไว้ในบ้าน เช่น เครื่องดับเพลิง ถุงทราย เป็นต้น
- ควรทราบตำแหน่งของวาล์วปิดน้ำ วาล์วปิดก๊าซ สะพานไฟฟ้า สำหรับตัดกระแสไฟฟ้า
- อย่าวางสิ่งของหนักบนชั้น หรือหิ้งสูง ๆ เมื่อแผ่นดินไหวอาจตกลงมาเป็นอันตรายได้
- ผูกเครื่องใช้หนัก ๆ ให้แน่นกับพื้นผนังบ้าน
- ควรมีการวางแผนเรื่องจุดนัดหมายในกรณีที่ต้องพลัดพรากจากกัน เพื่อมารวมกันอีกครั้งในภายหลัง
- สร้างอาคารบ้านเรือนให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว

ระหว่างเกิดแผ่นดินไหว


ก่อนอื่นอย่าตกใจ และพยายามปลอบคนข้างเคียงให้อยู่ในความสงบ และคิดถึงวิธีการที่จะกู้สถานการณ์ และผลที่คาดว่าจะได้รับ


1. ถ้าอยู่ในอาคารให้ระวังสิ่งของที่อยู่สูงตกใส่ เช่น โคมไฟ ชิ้นส่วนอาคาร เศษอิฐ เศษปูนที่แตกออกจากเพดาร ให้ระวังตู้หนังสือ ตู้โชว์ ชั้นวางของ และเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ เลื่อนชนหรือล้มทับ ให้ออกห่างจากประตู หน้าต่าง และ กระจก ถ้าการสั่นไหวรุนแรงให้หลบอยู่ใต้โต๊ะ ใต้เตียง หรือมุมห้อง อย่าวิ่งออกมานอกอาคาร
2. ถ้าอยู่ในอาคารสูงให้หลบอยู่ใต้โต๊ะ อย่าใช้ลิฟท์

3. ถ้าอยู่นอกอาคารให้ออกห่างจากอาคารสูง กําแพง เสาไฟฟ้า และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ถ้าอยู่ในรถให้หยุดรถในที่ซึ่งปลอดภัยที่สุด

 

วิธีปฏิบัติและป้องกันตนเอง


1. อย่าตื่นตกใจ พยายามควบคุมสติอยู่อย่างสงบสุข ถ้าท่านอยู่ในบ้าน ถ้าท่านอยู่นอกบ้านก็ให้ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บเพราะวิ่งเข้าออกจากบ้าน
2. ถ้าอยู่ในบ้านให้ยืนหรือหมอบอยู่ในส่วนของบ้านที่มีโครงสร้างแข็งแรง ที่สามารถรับน้ำหนักได้มากและระเบียบและหน้าต่าง
3. หากอยู่ในอาคารสูง ควรตั้งสติให้มั่น และรีบออกจากอาคารโดยเร็ว หนีให้ห่างจากสิ่งที่จะล้มทับได้
4. ถ้าอยู่ในที่โล่งแจ้ง ให้อยู่ห่างจากเสาไฟฟ้าและสิ่งห้อยแขวนต่าง ๆ ที่ปลอดภัยภายนอก คือ ที่โล่งแจ้ง
5. อย่าใช้เทียน ไม้ขีดไฟ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดเปลวหรือประกายไฟ เพราะอาจมีแก๊สรั่วอยู่บริเวณนั้น
6. ถ้าท่านกำลังขับรถให้หยุดรถและอยู่ภายในรถ จนกระทั่งการสั่นสะเทือนจะหยุด
7. ห้ามใช้ลิฟท์โดยเด็ดขาดขณะเกิดแผ่นดินไหว
8. หากอยู่ชายหาดให้อยู่ห่างจากชายฝั่ง เพราะอาจเกิดคลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้าหาฝั่ง

 

หลังเกิดแผ่นดินไหว


1. ควรตรวจตัวเองและคนข้างเคียงว่าได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ให้ทำการปฐมพยาบาลขั้นต้นก่อน
2. ควรรีบออกจากอาคารที่เสียหายทันที เพราะหากเกิดแผ่นดินไหวตามมาอาคารอาจพังทลายได้
3. ใส่รองเท้าหุ้มส้นเสมอ เพราะอาจมีเศษแก้ว หรือวัสดุแหลมคมอื่น ๆ และสิ่งหักพังแทง
4. ตรวจสายไฟ ท่อน้ำ ท่อแก๊ส ถ้าแก๊สรั่วให้ปิดวาล์วถังแก๊ส ยกสะพานไฟ อย่าจุดไม้ขีดไฟหรือก่อไฟจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีแก๊สรั่ว
5. ตรวจสอบว่าแก๊สรั่ว ด้วยการดมกลิ่นเท่านั้น ถ้าได้กลิ่นให้เปิดประตูหน้าต่างทุกบาน
6. ให้ออกจากบริเวณที่สายไฟขาด และวัสดุสายไฟพาดถึง
7. เปิดวิทยุฟังคำแนะนำฉุกเฉิน อย่าใช้โทรศัพท์ นอกจากจำเป็นจริง ๆ
8. สำรวจดูความเสียหายของท่อส้วม และท่อน้ำทิ้งก่อนใช้
9. อย่าเป็นไทยมุงหรือเข้าไปในเขตที่มีความเสียหายสูง หรืออาคารพัง
10. อย่าแพร่ข่าวลือ

 

ข้อมูลจาก : กรมอุตุนิยมวิทยา และ กรุงเทพมหานคร http://www.thaisnews.com/prdnews/life/disaster/earthquak.htm

 

 

การบังคับใช้ประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ศึกษาเฉพาะกรณีการขัดกันระหว่างผลประโยชน์

(Conflict of Interest)

 

นางสาวคริษฐา ดาราศร *

     แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในอดีตจะมีบทบัญญัติห้ามสมาชิกรัฐสภากระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์สาธารณะมานานแล้วก็ตาม แต่จากการศึกษาพบว่า ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ รวมถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ขาดกลไกสำคัญอันจะช่วยให้การบังคับใช้ประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างแท้จริง ทำให้สมาชิกรัฐสภาสามารถอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายสร้างอิทธิพลในตำแหน่งหน้าที่และอาศัยตำแหน่งหน้าที่ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภาเรียกร้องผลประโยชน์โดยมิชอบให้แก่ตนเองและพวกพ้อง ด้วยวิธีการกระทำตนเสมือนเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบายหรือการทุจริตแบบใหม่ที่แนบเนียนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตรากฎหมายโดยเอื้อประโยชน์พวกพ้องของตนเอง การไม่แก้ไขกฎหมายที่อาจจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของธุรกิจครอบครัวของตนเองหรือพวกพ้อง การวางตัวไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภาในการสรรหาผู้นำองค์กรอิสระ การเรียกรับสินบนการซื้อขายตำแหน่งกรรมาธิการ การซื้อขายตำแหน่งผู้นำองค์กรอิสระเป็นต้น ส่งผลให้รัฐสภาซึ่งเป็นองค์กรที่มีศักดิ์ศรีหนึ่งในสามอำนาจขององค์กรหลักในการปกครองประเทศเสื่อมเสียอย่างไม่เคยมีมาก่อน และได้กลายเป็นองค์กรที่มีไว้เพื่อเป็น ตลาดกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนอำนาจและผลประโยชน์

      สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบรัฐสภาและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างยิ่ง กล่าวคือ ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย และเบื่อหน่ายการเลือกตั้ง เพราะเห็นว่า สมาชิกรัฐสภาไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร และประชาชนจะหันมาใช้วิธีการรุนแรงหรือรูปแบบอื่น ๆ ในการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของตนเองเพื่อตัดสินปัญหาหรือเรียกร้องความสนใจจากรัฐบาล เช่น การเดินขบวนประท้วงตามถนน การปิดถนน เป็นต้น

       เมื่อสมาชิกรัฐสภาไม่ได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบและควบคุมการทำงานของฝ่ายบริหาร ทำให้ฝ่ายบริหารขาดความระมัดระวังในการใช้อำนาจหรือใช้อำนาจโดยมิชอบในการบริหาร

 

____________________

 

*น.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,น.ม.(กฎหมายมหาชน) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,คณะทำงานศึกษาวิเคราะห์และติดตามการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

 

 

 

 

 


-2-

 

ราชการแผ่นดิน ซึ่งผลท้ายที่สุดคือการก่อให้เกิดภาวะวิกฤตการณ์ของประเทศไทยดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

        จากการศึกษาพบว่าในอดีตที่ผ่านมา ก่อนปีพุทธศักราช 2491 พัฒนาการของแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภาไม่ปรากฏรูปแบบหรือการศึกษากฎหมายที่ชัดเจนมากนัก แต่หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปีพุทธศักราช 2475 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้รับเอาแนวความคิดการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาใช้ ซึ่งแนวความคิดนี้ได้แฝงทฤษฎีว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์สาธารณะของผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะไว้ด้วย โดยทฤษฎีนี้มีวิวัฒนการมาจากแนวความคิดสำคัญคือ

      ประการแรก แนวความคิดรากฐานของรัฐสมัยใหม่ซึ่งแยกคนซึ่งเป็นผู้ปกครองออกจากรัฐที่เป็นสถาบัน ซึ่งแนวความคิดนี้ต้องการให้ผู้ปกครองรัฐมีสองสถานะคือ สถานะที่หนึ่งอยู่ในฐานะส่วนตัว โดยการกระทำใดที่ทำไปในฐานะส่วนตัว การกระทำนั้นไม่ผูกพันรัฐ สถานะที่สองอยู่ในฐานะตำแหน่งหน้าที่ของผู้ปกครองรัฐ ผู้ปกครองรัฐย่อมมีภาระหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติแทนรัฐและใช้อำนาจรัฐเหนือบุคคลทั่วไปได้

      ประการที่สอง แนวความคิดเรื่องบทบาทและหน้าที่แห่งความเชื่อถือและไว้วางใจของบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะ แนวความคิดนี้คือ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะมีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบและต้องดำรงตนให้เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ดังนั้นจึงเป็นผู้ที่จำเป็นต้องมีมาตรฐานจริยธรรมที่สูงกว่าบุคคลธรรมทั่วไป

       ประการที่สาม แนวความคิดของความถูกต้องตามกฎหมายของการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งแนวความคิดนี้ กฎหมายจะเป็นผู้กำหนดบทบาทสำคัญในการวางมาตรฐานในการควบคุมไม่ให้คนในสังคมแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวมากเกินไปจนไปก้าวก่ายหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวของบุคคลอื่น โดยหลักการดังกล่าวจะต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของคนในสังคมนั้น และในขณะเดียวกันก็จะต้องป้องกันไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมายจากประชาชนในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวด้วย

        จุดประสงค์ของการควบคุมการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะคือเพื่อลดทอนอิทธิพลอันไม่ถูกต้องของผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะที่อาจจะใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวและเพื่อป้องกันการทุจริตเชิงนโยบาย สำหรับประเทศไทย แนวความคิดดังกล่าวข้างต้นปรากฏหลักฐานครั้งแรกในการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 ซึ่งกำหนดห้ามสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับตำแหน่งหรือหน้าที่ใดจากรัฐ หน่วยราชการของรัฐหรือหน่วยงานใด ๆ ที่อยู่ในบังคับบัญชาของรัฐโดยมีประโยชน์ตอบแทน หรือดำรงอยู่ซึ่งตำแหน่งเช่นว่านั้น ทั้งนี้นอกจากตำแหน่งรัฐมนตรีหรือข้าราชการการเมืองอื่นหรือตำแหน่งที่รัฐมนตรีต้องดำรงโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย หรือตำแหน่งที่รัฐสภา วุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้แต่งตั้ง หรือตำแหน่ง หรือหน้าที่เป็นผู้สอนในมหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาชั้นอุดมศึกษาอื่น[1]

        สมาชิกรัฐสภาจะต้องไม่เป็นผู้จัดการ กรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทนหรือลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รัฐหรือหน่วยราชการของรัฐเป็นผู้ลงทุนหรือถือหุ้นมากกว่าร้อยละห้าสิบของทุนหรือจำนวนหุ้นทั้งสิ้น[2] รวมถึงการห้ามรับสัมปทานจากรัฐหรือหน่วยราชการของรัฐ หรือคงไว้ซึ่งสัมปทานนั้นหรือเป็นคู่สัญญากับรัฐ หรือหน่วยราชการของรัฐอันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน ทั้งนี้ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยทางอ้อม [3]และสมาชิกรัฐสภาต้องไม่รับเงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ จากรัฐหรือหน่วยราชการของรัฐเป็นพิเศษ นอกเหนือไปจากที่รัฐหรือหน่วยราชการของรัฐปฏิบัติกับบุคคลอื่น ๆ ในธุระกิจการงานตามปรกติและนอกเหนือจากเงินหรือประโยชน์ที่พึงได้รับในฐานะเป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทนหรือในฐานะที่ได้ปฏิบัติงานในตำแหน่งที่ดำรงได้โดยไม่ต้องห้ามตามมาตรานี้ 

          มีข้อยกเว้นคือ กรณีที่จะไม่นำบทบัญญัติข้างต้นมาให้บังคับ หากสมาชิกรัฐสภารับเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญหรือเงินปีพระบรมวงศานุวงศ์หรือเงินอื่นใดที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพันซึ่งมีระบุให้จ่ายในงบประมาณแผ่นดินประจำปี หรือเป็นกรณีที่สมาชิกรัฐสภารับหรือดำรงอยู่ซึ่งตำแหน่งกรรมการหรือกรรมาธิการที่มีประโยชน์ตอบแทนตามอัตราที่กำหนดโดยกฎหมายหรือโดยพระราชกฤษฎีกา[4]
         เนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 นั้น นอกจากจะมีแนวความคิดเกี่ยวกับการป้องกันการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์สาธารณะ ยังสอดคล้องกันกับทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจของมองเตสกิเออซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นอิสระจากฝ่ายบริหารและไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของฝ่ายบริหาร เพราะหากไม่มีข้อห้ามดังกล่าวไว้ฝ่ายบริหารอาจจะมีอิทธิพลต่อความคิดและสิทธิในการแสดงความคิดเห็นที่เป็นอิสระในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือการตั้งกระทู้ถามการทำงานต่าง ๆ ของฝ่ายบริหารให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ มาก็ได้มีการนำเนื้อหาสาระดังกล่าวข้างต้นบัญญัติไว้เป็นลำดับ ปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 5 พุทธศักราช 2538) และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

 

        [1] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 มาตรา 80 (1)

        [2] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 มาตรา 80 (2)

         [3] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 มาตรา 80 (3)

         [4] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 มาตรา 80 วรรคสอง

 

 


-3-

 

         จากการศึกษาพบว่า ในต่างประเทศนั้นมีแนวความคิดและพัฒนาการของกฎหมายในการป้องกันการขัดกันของผลประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภาที่ก้าวหน้ากว่าของประเทศไทยมาก แต่อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศก็มีรูปแบบและลักษณะของการขัดกันระหว่างผลประโยชน์มากน้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการกำหนดมาตรฐานของแต่ละประเทศ โดยจากการศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศอังกฤษ แคนาดาและสหรัฐอเมริกากับประเทศไทยแล้วพบว่า รูปแบบและลักษณะของการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภาที่คล้ายกันคือ การใช้อิทธิพลในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว การใช้ข้อมูลลับที่ได้จากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว การกระทำที่ไม่เหมาะสมต่อฐานะหรือสถานภาพของสมาชิกรัฐสภาและการรับสินบน

       สำหรับกลไกกฎหมายที่ต่างประเทศใช้เป็นกลไกในการป้องกันการขัดกันระหว่างผลประโยชน์นั้นต่างก็ใช้กลไกกฎหมายที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ การกำหนดให้สมาชิกรัฐสภาต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณชน และการกำหนดมาตรการในการลงโทษไว้ด้วยกันหลายประการ เช่น การจำคุก ปรับ การพ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกรัฐสภา การห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นระยะเวลา 5 ปี การพักงาน ไล่ออก การไม่ให้เข้าร่วมในการประชุมสภา เป็นต้น ซึ่งความร้ายแรงของการบทลงโทษจะขึ้นอยู่กับลักษณะและความร้ายแรงของการกระทำของการขัดกันแห่งผลประโยชน์เป็นสำคัญ

       เป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งว่า ในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่เห็นความสำคัญในการแก้ไขประเด็นดังกล่าวข้างต้นโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญได้แก้ไขบทบัญญัติเพื่อรองรับหลักการดังกล่าวไว้ในมาตรา 252 ดังนี้คือ

      มาตรา 252 บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาให้เปิดเผยให้สาธารณชนทราบโดยเร็วแต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดต้องยื่นบัญชีดังกล่าว บัญชีของผู้ดำรงตำแหน่งอื่นจะเปิดเผยได้ต่อเมื่อการเปิดเผยดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาพิพากษาคดีหรือการวินิจฉัยชี้ขาด และได้รับการร้องขอจากศาลหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินดังกล่าวโดยเร็ว

       ผู้เขียนเชื่อว่า การแก้ไขประเด็นปัญหาดังกล่าวจะเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของประวัติศาสตร์ของการปฏิรูปการเมืองไทยให้พัฒนาก้าวหน้ากว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 40 และเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับมาตรฐานจริยธรรมของนักการเมืองและการฟื้นฟูความเชื่อมั่นในรัฐให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง

 

 


------------------------

 

เอกสารอ้างอิง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2492

คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญ.ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย.กรุงเทพมหานคร:องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์.2550.

คริษฐา ดาราศร.ปัญหาการบังคับใช้ประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2540 ศึกษาเฉพาะกรณีการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์สาธารณะ.วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต,ภาควิชานิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2548.

 

edit @ 2007/05/21 11:38:33

รวมเว็บไซด์ Law commission

- the Law Reform Commission of Ireland

http://www.lawreform.ie/

- the Law Reform Commission of England and Wales

http://www.lawcom.gov.uk/about.htm#a

- British Columbia Law Institute

http://www.bcli.org/

- the Law Reform Commission of FIJI

http://www.lawreform.gov.fj/common/Default.aspx?page=aboutUs

- the Law Reform Commission of Australia

http://www.alrc.gov.au/about/index.htm

- the New South Wales Law Reform Commission (Australia)

http://www.lawlink.nsw.gov.au/lrc

- the Queensland Law Reform Commission

http://www.qlrc.qld.gov.au/

- the Law Reform Commission of New Zealand

http://www.lawcom.govt.nz/AboutUs.aspx

- the Law Reform Commission of Scotland

http://www.scotlawcom.gov.uk/index.html

- the Law Reform Commission of Hong Kong

http://www.hkreform.gov.hk/en/index/index.htm

- the Law Reform Commission of Manitoba

http://www.gov.mb.ca/justice/mlrc/

- the Law Reform Commission of Nova Scotia

http://www.lawreform.ns.ca/introduction.htm

- the Law Reform Commission of Alberta

http://www.law.ualberta.ca/alri/

- the Law Reform Commission of Saskatchewan

http://www.lawreformcommission.sk.ca/

- the South African Law Commission

http://www.doj.gov.za/salrc/index.htm

- the Congressional Budget Office (CBO)
http://www.cbo.gov/
- U.S.Government Accountability Office (GAO)
http://www.gao.gov/
- Office of Management and Budget
http://www.whitehouse.gov/omb/

http://www.nccc.go.th/nccc/Constitution/main/index.php

        สภาพปัญหา หมวดสิทธิเสรีภาพของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้บัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพไว้ในเรื่องต่าง ๆ โดยให้รัฐตรากฎหมายเพื่อรองรับสิทธิต่าง ๆ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ปัญหาที่พบคือ แม้ว่าจะมีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญมาเป็นเวลาเกือบ 10 ปีแล้วก็ตาม แต่รัฐสภาและรัฐบาลในอดีตก็ขาดความพยายามและขาดความกระตือรือร้นในการตรากฎหมายขึ้นมารองรับสิทธิต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญหรือตรากฎหมายขึ้นมารองรับสิทธิเสรีภาพดังกล่าวล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น

        ข้อเสนอแนะ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรมีการบัญญัติไว้ในหมวดที่ 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐอย่างชัดเจนเพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดินแก่คณะรัฐมนตรีว่าให้บัญญัติกฎหมายขึ้นมารองรับสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้มากขึ้นและเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสมัยใหม่ที่จะช่วยให้รัฐบาลสามารถบริหารปกครองประเทศในเชิงรุกได้อย่างเป็นระบบ เกิดการบูรณาการการเชื่อมโยง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนการทำงานในการตรากฎหมายเพื่อรองรับสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้เขียนขอเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญดังนี้
        มาตรา 88 บทบัญญัติในหมวดนี้มีไว้เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการตรากฎหมายและการกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน

       ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามมาตรา 211 คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ต้องชี้แจงต่อรัฐสภาให้ชัดแจ้งว่าจะดำเนินการใดเพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ และต้องจัดทำรายงานแสดงผลการดำเนินการรวมทั้งปัญหาและอุปสรรค เสนอต่อรัฐสภาปีละหนึ่งครั้ง

        คณะรัฐมนตรีต้องจัดให้มีแผนบริหารราชการแผ่นดินและแผนนิติบัญญัติครอบคลุมระยะเวลาในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยจะต้องจัดให้มีการจัดทำแผนนิติบัญญัติให้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ กฎหมายที่จะต้องจัดให้มีขึ้นใหม่ หรือกฎหมายที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก เพื่อรองรับสิทธิเสรีภาพของประชาชนในหมวดนี้ด้วย

ปัจจุบัน ในการบริหารจัดการระบบงบประมาณแผ่นดิน ฝ่ายบริหารได้เปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินโดยเน้นการจัดการงบประมาณแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ตามแผนยุทธศาสตร์และแผนบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐที่ได้แถลงไว้แก่รัฐสภา ดังนั้น การบริหารจัดการงบประมาณรูปแบบใหม่จึงก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการของรัฐสภา กล่าวคือ ในการเสนอของบประมาณ รัฐสภาจะต้องนำเสนอแผนยุทธศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายงบประมาณ เช่นเดียวกันกับฝ่ายบริหาร แต่ภารกิจของรัฐสภาและภารกิจของฝ่ายบริหารมีความแตกต่างกันในเรื่องของวัตถุประสงค์ของการทำงาน ฝ่ายบริหารย่อมต้องให้ความสำคัญและมุ่งเน้นการบริหารงบประมาณเพื่อตอบสนองการบริหารราชการแผ่นดิน กำหนดกรอบการวางแผนและจัดลำดับความสำคัญเพื่อให้เป็นไปตามผลลัพธ์ที่รัฐบาลต้องการ แต่รัฐสภาเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร จึงมีวัตถุประสงค์หรือผลสัมฤทธิ์ของการบรรลุถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐธรรมนูญที่แตกต่างกันกับฝ่ายบริหาร กล่าวคือ รัฐสภาย่อมต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารและการตรากฎหมาย เป็นต้น จะเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์หรือภารกิจที่ได้รับจากรัฐธรรมนูญของรัฐสภาเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกันกับการปฏิบัติภารกิจของฝ่ายบริหารอย่างชัดแจ้ง

ปัญหาที่พบคือ รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้รัฐสภาแยกการจัดสรรงบประมาณออกจากการพิจารณาของฝ่ายบริหาร แต่ยังใช้วิธีการของบประมาณจากฝ่ายบริหารโดยอาศัยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 ประกอบกับพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. .... ซึ่งการจัดทำงบประมาณดังกล่าว ทำให้เกิดความไม่เป็นอิสระในการบริหารจัดการงบประมาณของรัฐสภา

จากการศึกษาระบบงบประมาณในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า สภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกาจะมีการของบประมาณโดยมีการคำนวณงบประมาณรายจ่ายจากการตั้งงบประมาณในโครงการต่าง ๆ ของสภา ซึ่งโครงการเช่นว่านี้จะแสดงให้เห็นถึงนโยบายต่าง ๆ ที่สภาจะดำเนินการในแต่ละปี โดยในปี ค.ศ.1921 สภาคองเกรสได้ตราพระราชบัญญัติฉบับหนึ่ง ชื่อว่า The Budget and Accounting Act of 1921 ซึ่งพระราชบัญญัตินี้ได้จัดตั้งองค์กรขึ้นองค์กรหนึ่งชื่อว่า The General Accounting Office (GAO) ภารกิจขององค์กรนี้คือ จัดตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของสภาเพียงอย่างเดียวและเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร

ปี ค.ศ.1974 สภาคองเกรสได้ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยวิธีการงบประมาณของรัฐสภา

( the Congressional Budget and Impoundment Control Act) สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือ เป็นกฎหมายที่พัฒนาวิธีการงบประมาณของสภาคองเกรส การวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ระบบการควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณของสภาคองเกรส และยังได้มีการจัดตั้งองค์กรใหม่ขึ้นองค์กรหนึ่ง ชื่อว่า the Congressional Budget Office (CBO) เพื่อทำหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน คำนวณงบประมาณและพิจารณางบประมาณรายจ่ายของฝ่ายบริหาร จัดทำบันทึกการใช้จ่ายงบประมาณของคณะกรรมาธิการ ประมาณการค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่าง ๆ ของสภาคองเกรส เป็นต้น

พระราชบัญญัตินี้ได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของทั้งสองสภาเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบในการร่างแผนการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินและติดตามการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินของมลรัฐต่าง ๆ ด้วย

จากการศึกษาดังกล่าวข้างต้น ทำให้ผู้เขียนมีความเห็นว่า ถ้าจะมีการพัฒนาประสิทธิภาพของการทำงานขององค์กรที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบฝ่ายบริหารแล้ว จำเป็นที่องค์กรตรวจสอบอำนาจฝ่ายบริหารซึ่งก็คือรัฐสภานั้น ควรมีการจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์และให้ความเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการงบประมาณเป็นอิสระของตนเอง และนโยบายต่าง ๆ ของรัฐสภาจะเป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางการทำงานของรัฐสภา เพื่อให้สามารถทำงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐธรรมนูญได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้น ควรมีการกำหนดเรื่องความเป็นอิสระของอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาในการกำหนดนโยบาย การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลังให้มีอำนาจหน้าที่ของตนเองเป็นการเฉพาะ แต่ทั้งนี้จะต้องเป็นไปตามกรอบที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติ โดยรัฐธรรมนูญอาจจะกำหนดสาระสำคัญของการจัดสรรสัดส่วนที่รัฐสภาจะได้รับ โดยคำนึงถึงภาระหน้าที่ของรัฐสภาเป็นสำคัญ และการจัดให้มีคณะกรรมการหรือหน่วยงานขึ้นใหม่เพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณาความเหมาะสมของการกำหนดวิธีการจัดการงบประมาณรายจ่ายของรัฐสภาเป็นการเฉพาะ แยกเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และการกำหนดงบประมาณดังกล่าว จะต้องมีการรายงานให้สาธารณชนทราบด้วย ทั้งนี้ก็ให้รัฐสภาสามารถดำเนินการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐธรรมนูญได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และดำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของการเป็นองค์กรหนึ่งของรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างแท้จริง 

ร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับความเป็นอิสระของรัฐสภา

มาตรา .... รัฐสภาย่อมมีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงินการคลัง และมีอำนาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและภาระหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญกำหนดเป็นสำคัญ

การจัดสรรงบประมาณ ให้รัฐจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอต่อการดำเนินงานของรัฐสภา และจะต้องมีการรายงานการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินให้สาธารณชนสามารถตรวจสอบได้

เมื่อวานผู้เขียนได้รับมอบหมายจากอาจารย์ที่ปรึกษาให้ไปหาหนังสือเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของสภาผู้แทนราษฎรมาให้ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อืม.... เยอะมากตั้ง 13 เล่ม ! เล่นเอากล้ามขึ้นเลย (+_+)หนังสือแยกประเด็นการแก้ไขเป็นหมวด ๆ ละเล่ม รายละเอียดอาจต้องใช้เวลาในการศึกษาเยอะเหมือนกัน กว่าจะอ่านจบคงใช้เวลาเป็นอาทิตย์

สอบถามจากเจ้าหน้าที่ของสภา เห็นว่ามีพิมพ์เผยแพร่แค่ 1,400 ชุด คนในวงการกฎหมายมหาชน โดยเฉพาะสาขารัฐธรรมนูญไม่ควรพลาด ! ผู้เขียนเองก็ย่องไปขอมาแล้วที่สภา เจ้าหน้าที่สภาน่ารักมากโทรไปขอก็ให้มาเลย ตอนนี้เอามานอนกอดอยู่

องค์กรอิสระต่าง ๆ ก็เริ่มเคลื่อนไหวศึกษาประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของตัวเองกันอย่างคึกคัก ล่าสุดที่อ่านข่าวเมื่อเช้านี้ก็ ป.ป.ช. มีการตั้งอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อศึกษาประเด็นแก้ไขต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช.ด้วย และเป็นหนึ่งเรื่องของความภาคภูมิใจของผู้เขียนเพราะวิทยานิพนธ์ของผู้เขียนซึ่งเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่เกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์สาธารณะของสมาชิกรัฐสภานั้นได้รับความสนใจจากท่านกรรมการป.ป.ช.ท่านหนึ่งเป็นอย่างยิ่งด้วย !

(^_^) รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงและดีใจมาก ๆ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานเขียนเล็ก ๆ ของผู้เขียนจะเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปฎิรูปการเมืองและอาจเป็นส่วนหนึ่งของการนำกลับมาซึ่งความเชื่อมั่นในรัฐ สำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของประเทศไทยต่อไปในอนาคตด้วยค่ะ


edit @ 2007/01/12 09:32:35